Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

LME's Site website counter 

Blog EntryDec 11, '07 10:37 PM
for everyone

** หนังดีนั้นมีได้หลายรูปแบบไร้ข้อจำกัดหรือคำนิยามแน่ชัดตายตัว บางเรื่องผู้ชมสามารถเล็งเห็นความดีได้ตั้งแต่เริ่มต้นไปเพียงไม่กี่นาที แต่หนังบางเรื่องผู้ชมต้องรอคอยติดตามไปเรื่อยๆ ด้วยความอดทนพอสมควรกว่าจะค้นพบอะไรบางอย่างจากผลงานชิ้นนั้น  ข้อเขียนชิ้นนี้มีการเล่าเรื่องและเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้วผู้เขียนเชื่อว่า แสงศตวรรษ (และอีกหลายเรื่องของอภิชาตพงศ์) สามารถเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนได้โดยไม่มีผลกระทบต่ออรรถรสในการชม หากใครที่ไม่เคยรู้จักกับหนังของอภิชาตพงศ์อาจจะต้องใช้เวลาครุ่นคิดนานกว่าระยะเวลาเพียง 1 ชั่วหนังจบ โดยส่วนตัวแล้วถ้าอยากดูแบบได้อรรถรสแนะนำว่าควรทำการบ้านโดยต้องค้นหาที่มาที่ไปของเรื่องอย่างหนักหน่วงมาก่อน **

 

แฟนๆหนังเจ้ยคงจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กันเมื่อได้รับอีเมลแจ้งมาว่าหนังเรื่อง แสงศตวรรษ ของอภิชาตพงศ์จะถูกนำมาฉายที่สมาคมฝรั่งเศส หลังจากมีปัญหาเรื่องฉากที่ ไม่เหมาะและขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม อยู่พักใหญ่จนต้องเลื่อนกำหนดการฉายแบบไม่มีกำหนด ถึงแม้จะได้ฉายเพียง 3 รอบเท่านั้นแต่ก็ได้แสดงนัยยะบางอย่างออกมา โดยเฉพาะในรอบสุดท้าย (ซึ่งอาจจะเป็นการฉายรอบสุดท้ายจริงๆในประเทศไทย) ที่มีเหตุขัดข้องทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่สามารถฉายในระบบฟิล์ม 35 มม.ได้แต่ใช้วิธีฉายในระบบวิดีโอแทน อาจจะไม่เกี่ยวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย แต่ในสภาวะสุญญากาศของการควบคุมสื่อภาพยนตร์ มันทำให้อดไม่ได้ที่จะตีความสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นนัยยะของการดิ้นรนและยืนหยัดหาหนทางที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้

 

แสงศตวรรษ (syndromes and a century) เป็นหนังในโครงการ New Crowned Hope ของประเทศออสเตรีย เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 250 ปีของโมสาร์ท คีตกวีชาวออสเตรีย กรุงเวียนนาจึงมีการประกาศให้ปีพ.ศ. 2549 เป็นปีของโมสาร์ทและได้ติดต่อเชิญศิลปินแขนงต่างๆ อย่าง ดนตรี การแสดง โอเปร่า วรรณกรรม และภาพยนตร์ ในสาขาภาพยนตร์ มีผู้กำกับได้รับการคัดเลือก 6 ท่าน โดยอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุลจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น อภิชาตพงศ์เลือกบทเพลง  Magic Flute ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ผลงานสุดท้ายของโมสาร์ทมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้ โดยจะไม่เน้นไปที่บทเพลงของโมสาร์ทโดยตรง แต่จะนำเสนอภาพยนตร์ที่กล่าวถึงความทรงจำโดยมองว่าชีวิตมนุษย์คือสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก และสิ่งมหัศจรรย์ที่ว่าต้องเกิดจากพ่อและแม่ เนื้อหาของหนังโดยรวมจึงมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดของชีวิตที่เรียบง่ายของพ่อและแม่ เพื่อเป็นการอุทิศแด่ผู้ให้กำเนิด

 

อภิชาตพงศ์ได้ตั้งคำถามว่าช่วงก่อนที่พ่อและแม่ของเขาจะมาเจอกัน พวกเขามีชีวิตและอย่างไร? และใช้จุดกำเนิดอันนี้เป็นแรงบันดาลใจพัฒนาไปสู่เนื้อหาอื่นๆ เรื่องราวส่วนใหญ่เกิดจากความทรงจำและจินตนาการ ทั้งความทรงจำของพ่อและแม่ในสมัยที่เขายังไม่เกิดส่งผ่านมาทางคำบอกเล่า ผสมผสานความทรงจำที่มีต่อบริบทขอนแก่นบ้านเกิด และทัศนคติต่อชีวิตในปัจจุบันที่กรุงเทพฯ

 

หนังถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเป็นครึ่งแรกและครึ่งหลังอย่างชัดเจน เนื้อเรื่องโดยรวมๆ ของทั้ง 2 ส่วนดูไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหนังแบบอภิชาตพงศ์ที่หลุดจากกรอบความคิดที่ว่าการเล่าเรื่องต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดจบและต้องสร้างเรื่องให้ตัวละครที่มีจุดมุ่งหมายบางอย่างเพื่อที่จะดำเนินเรื่องต่อไปได้ องค์ประกอบต่างๆ ในหนังจึงเป็นเหมือนเป็นภาพคอลลาจของชีวิตหลายๆ ชีวิตมาเรียงซ้อนๆ กัน แต่อาจจะจับประเด็นได้ว่า ครึ่งแรกเน้นไปที่เรื่องของหมอผู้หญิง (หมอเตย ซึ่งเป็นตัวแทนของแม่) ส่วนครึ่งหลังเป็นของหมอผู้ชาย (หมอหน่อง ซึ่งเป็นตัวแทนของพ่อ) ครึ่งแรกเกิดที่ชนบท ครึ่งหลังเกิดในเมือง ครึ่งแรกดูคล้ายอดีต ครึ่งหลังเหมือนเป็นโลกอนาคต  

 

การแบ่งหนังออกเป็น 2 ส่วนเป็นไอเดียที่อภิชาตพงศ์ใช้เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ โดยมีเงื่อนไขของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ในครึ่งแรกจะเป็นเหมือนการมองไปในอดีต และครึ่งหลังเป็นการมองไปในอนาคต  ในเรื่อง สุดเสน่หาตัวละครจะต้องเผชิญกับความกดดันภายใต้นัยยะของการเมืองในครึ่งแรก ส่วนครึ่งหลังก็จะผ่อนคลายและมีความสุขโดยไม่ต้องมีปัญหาด้านเชื้อชาติเมื่อค้นพบพื้นที่อันเป็นส่วนตัว ต่างจาก สัตว์ประหลาด !” ที่ครึ่งแรกจะว่าด้วยเรื่องของความสุขในเรื่องเพศ (เกย์) เป็นความสุขที่ไร้แรงกดดันจากสังคมแวดล้อม ตัวละครสามารถท่องเที่ยวกันได้อย่างอิสระส่วนครึ่งหลังจะเป็นอารมณ์สับสน เหงา เศร้า เมื่อคนรักได้จากไป

 

การแบ่งหนังออกเป็น 2 ส่วนนั้นเอื้อต่อการเปรียบเทียบส่วนแรกและส่วนหลัง และ แสงศตวรรษนับว่าเอื้อต่อการเปรียบเทียบมากกว่า 2 เรื่องก่อนที่ใช้การแบ่งในลักษณะเดียวกัน เพราะอภิชาตพงศ์จับตัวละครชุดเดิมไปเล่นบทเดิม แต่อยู่ในบริบทและมุมมองที่ต่างออกไป คนดูจึงมีโอกาสเฝ้าสังเกตความเหมือนและไม่เหมือนของครึ่งแรกและครึ่งหลัง

 

จากคำบอกเล่าจากปากของแม่ บวกกับความทรงจำวัยเด็ก ผลลัพธ์ที่ออกมากลายเป็นภาพบรรยากาศของโรงพยาบาลต่างจังหวัด ห้อมล้อมไปด้วยทุ่งนาป่าเขาเขียวขจี ส่วนคำบอกเล่าจากพ่อบวกจินตนาการและทัศนคติที่มีต่อเมืองกรุง ทำให้เกิดภาพโรงพยาบาลสว่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ที่ดูล้ำสมัย จากการเปรียบเทียบหนังทั้ง 2 ส่วนมีประเด็นที่อดคิดไม่ได้ว่าระหว่างมนุษย์อดีตกับมนุษย์ปัจจุบันใครมีความสุขมากกว่ากัน ในระหว่างที่ดูครึ่งหลังความทรงจำในครึ่งแรกก็ผุดขึ้นมาให้เปรียบเทียบ เนื้อหาไม่ได้จงใจที่จะตอบคำถามเพียงแต่ชี้ให้เห็นความแตกต่างเท่านั้น ภาพหมอฟันในอดีตที่ร้องเพลงให้คนไข้ฟัง ปะทะภาพของหมอฟันในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีทันสมัยแต่ก็ไม่พูดจาอะไรนอกจากทำงานของตัวเองไปเรื่อยๆ ภาพคนเดินเล่นในสวนปะทะกับคนเดินบนตึก ภาพการทำกายภาพบำบัดที่มีหมอดูแลใกล้ชิดปะทะกับภาพที่คนออกกำลังกายกันเองในสวนสาธารณะ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีความสุขหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าผู้คนไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหน สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม พูดเหมือนเดิม ต้องมาโรงพยาบาลเหมือนเดิม ต้องการความรักและต้องการชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ

 

อภิชาตพงศ์เชื่อว่ามิติเวลาของโลกนี้จะเกิดการซ้ำอยู่ตลอด การเกิดขึ้นขององค์ประกอบต่างๆในหนังจะย้อนกลับมาให้เห็นอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่ในหนังเรื่องเดียวเท่านั้น องค์ประกอบจากหนังเรื่องเก่าๆยังมาปรากฏให้เห็นในเรื่องนี้อีก อย่างในฉากแรกๆ ที่หมอเตยเดินออกจากห้องตรวจแต่กล้องเคลื่อนไปฉายให้เห็นภาพทุ่งนาหลังโรงพยาบาล ในขณะที่เสียงยังเป็นเสียงของหมอเตย (ในหนัง) และผู้ช่วยอยู่จนเหมือนกับว่าไม่ได้ถ่ายแล้วแต่เสียงหมอเตย (ชีวิตจริง) ที่คุยกันนอกบทยังดำเนินต่อไปตามปกติ จะเหมือนกับฉากจบของหนังเรื่อง ดอกฟ้าในมือมาร ที่ตัวละครเล่นตามบทบาทจนจบแล้วแต่กล้องยังถ่ายต่อไปอีก ความรู้สึกที่เกิดมันคลุมเครือว่าเรากำลังดูชีวิตจริงหรือดูหนังกันแน่ เป็นการเขย่าคนดูให้มีสติอีกครั้ง อย่ามัวหลงในภาพมายา หรือฉากที่ป้าเจนเล่านิทานเกี่ยวกับคนละโมบ ซึ่งนิทานเรื่องนี้ถูกเล่ามาแล้วในเรื่อง สัตว์ประหลาด !”

ภาพคอลลาจของชีวิตดำเนินต่อไปจนจบ (คิดว่าจบเพราะมี end credit ขึ้นมา) หลายภาพยังคงติดตาและยังล่องลอยอยู่ในห้วงคำนึงอยู่ชั่วขณะ เนื้อหาทั้งหมดผสมผสานให้เกิดความคิดที่ว่า มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาล้วนต้องการสิ่งที่ดีๆ ในชีวิต ความพยายามที่จะไขว้คว้าคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องดิ้นรนกันเอง ตั้งแต่เรื่องของความรัก เราเห็นการเกี้ยวพาราสี เรื่องสุขภาพ เราเห็นคนทำกายภาพบำบัด คนเต้นแอโรบิค เรื่องหน้าที่การงาน เราเห็นคนมาสัมภาษณ์งาน เห็นหมอที่พยายามรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีต่างๆ  ไม่ต่างจากชีวิตจริงบนโลกนี้เลย

 

จากผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเพียง 5 เรื่องที่ตระเวนไปกวาดรางวัลในระดับนานาชาติและงานวิดีโออาร์ตที่เป็นภาพยนตร์ขนาดสั้นอีกมากกว่า 10 โครงการ ชื่อของ อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล จึงเป็นหนึ่งในผู้กำกับเอเชียที่มีแนวโน้มจะได้ขึ้นชั้น ระดับโลกแต่ในบ้านเกิดของเค้าเองกลับมีคนรู้จักตัวตนและงานของเขาเพียงกลุ่มเล็กๆเท่านั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ หนังของเขามีรูปแบบและวิธีการนำเสนอทั้งมุมมองและความคิดของตัวละครที่ลึกซึ้งและมีความเป็นส่วนตัวเกินกว่าที่ผู้ชมทั่วไปจะรับได้ เพราะในวัฒนธรรมการดูหนังในบ้านเราถูกหล่อหลอมด้วยหนังที่สร้างความบันเทิงเริงรมณ์ จนเชื่อไปแล้วว่าภาพยนตร์คือเครื่องมือที่จะมอบความบันเทิงให้กับผู้ที่ชมมันเท่านั้น

 

อย่างที่บอกไว้ข้างต้น มันอาจจะยังเป็นเรื่องที่ยากมากในการทำความเข้าใจกับหนังส่วนตัวขนาดนี้ หลังจากการฉายหนังรอบสุดท้าย การตอบคำถามและแสดงความเห็นจากผู้กำกับและนักแสดง (แถมมีร้องเพลงให้ฟังด้วย) ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่สำคัญไม่แพ้กัน ความหมายและนัยยะต่างๆ ถูกเฉลยจนหมด ความทรงจำในหนังถูกกระชากขึ้นมาอีกครั้ง บางอย่างยังคงความหมายเดิม บางอย่างรู้สึกต่างออกไป จนทำให้รู้สึกว่าถ้ามันได้ฉายจริงๆ ในบ้านเรามันควรจะมีการพูดคุยกันท้ายเรื่องแบบนี้ทุกครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้คนรู้สึกอย่างไร แต่มันก็ทำให้เกิด ความคิด อะไรบางอย่างขึ้นมา

 

ท้ายสุด เชื่อว่าอภิชาตพงศ์มีสิทธิโดยชอบธรรมเต็มเปี่ยมที่จะทำหนังแบบนี้ออกมา ส่วนคนดูก็มีสิทธิชอบธรรมเต็มที่เหมือนกันที่จะดูหรือไม่ดูและเมื่อดูจบแล้วก็มีสิทธิ์อีกเช่นกันที่จะบอกว่า ชอบหรือไม่ชอบงานของเขา พูดง่ายๆคือ งานศิลปะทุกประเภทควรมีสิทธิ์ได้รับการสร้างออกมามากกว่าที่จะมาควบคุมว่าอะไรควรสร้างอะไรไม่ควรสร้าง ถึงอย่างไรฉากปัญหาที่เค้าว่ามัน ไม่เหมาะและขัดต่อศีลธรรมอันดีงามเปรียบเทียบกันแล้วก็ยังไม่หยาบคายก้าวร้าวและคุกคามเทียบเท่าความคิดของฝ่ายควบคุมที่มากำหนดว่าเราควรดูหรือไม่ควรดูอะไร หนังของอภิชาตพงศ์จะดีจะชั่วก็ช่างเถอะ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมมีสิทธิ์ที่จะคิดอ่านไตรตรองด้วยตัวเอง การห้ามและปิดโอกาสต่างหากที่น่ากลัวกว่า


xaroj wrote on Dec 13, '07
ว้าว เต้ยแนะนำที่ซื้อหนังเรื่องนี้หน่อยสิ อยากดูแฟนปุ้มเล่นหนัง
lmestockphoto wrote on Dec 17, '07
อเมซอนเลยครับพี่

(ปรากฏว่าพี่แขกไปแม่น้ำอเมซอนจริงๆ)
xaroj wrote on Dec 18, '07
5555 เกือบแล้วสิตรู
Add a Comment